วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

เทคนิคการประเมินพัฒนาเด็กปฐมวัย

 การสังเกตพฤติกรรม 

 การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก ในสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆ

องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม

1. การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด
2. ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
3. การตีความ แปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต

หลักในการบันทึกการสังเกต

1. การบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่างๆของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย
2.การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงาน ตามลำดับก่อนหลัง
3.การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้

ข้อดีของการบันทึกการสังเกต

1. เด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน
2. เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูกสังเกต หรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่
3. กิจวัตรประจำวัน หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำกิจกรรมของเด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลง
4. ช่วยให้ครูได้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก
5. เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม

การสัมภาษณ์

 การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกต คือ       การสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ

หลักในการสัมภาษณ์

1. การกำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสัมภาษณ์           
2. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ           
3. ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี           
4. ขั้นยุติการสัมภาษณ์

ประเภทของการสัมภาษณ์

1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการสะดวกต่อผู้สัมภาษณ์

 2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หรือไม่เป็นทางการ ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่างคร่าวๆ แต่ไม่ได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ครูอาจซักถามหรือคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้ 

ข้อดีของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง

สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระมากขึ้นในการถาม ตอบและช่วยให้ครูรู้จักเด็กในชั้นของตนมากขึ้น มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ 

ข้อจำกัดของการประเมินผลแบบใช้วิธีการสัมภาษณ์

1. คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์
2. จำนวนเวลาที่ใช้ในการตอบคำถาม
3. ความไว้วางใจและความคุ้นเคยของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่มีต่อผู้สัมภาษณ์
4. การตีความและวิเคราะห์ข้อมูล 
5.การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง 

การเขียนบันทึก

  การเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่ความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก การเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียนจะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น

ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเด็ก

1. กิจกรรม : กิจกรรมกลุ่มใหญ่
2. บันทึกพฤติกรรมและคำพูด :ครูนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็กที่กลางห้อง เด็กๆทั้งหมดนั่งที่พื้นด้านหน้าของครู ครูวางหนังสือนิทานเล่มใหญ่เรื่อง แม่ไก่แดง ไว้บนที่วางหนังสือสำหรับอ่านให้เด็กฟัง

 ครู : วันนี้เราจะอ่านหนังสือด้วยกันนะคะ

วิเคราะห์ :การที่น้องโมได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มใหญ่ทำให้น้องโมได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ และครู ได้สร้างความรู้สึกว่าตัวน้องโมเองเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน ได้เรียนรู้บทบาทของผู้นำและผู้ตาม น้องโมได้เผชิญกับประสบการณ์สำคัญหลายข้อ ได้แก่ การร้องเพลง การรับรู้ความต้องการของเพื่อนๆ การเล่าประสบการณ์ของตนเองและการสนุกกับภาษาด้วยการฟังนิทาน

แฟ้มผลงาน

แฟ้มผลงานเด็กจึงถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป

ลักษณะของแฟ้มผลงาน

1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
6. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
7. จัดทำขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำเพื่อการประเมินผลที่คงที่
8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล

การทำสังคมมิติ 

เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม

วิธีการ

1. การประเมินแบบสังคมมิติมีวิธีการ ๒ วิธี
2. การทายลักษณะ
3. การสร้างภาพทางสังคม

การเขียนบันทึก

1. เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะ
2. เด็กรายที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากัน
3. การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน

ข้อดีของการเขียนบันทึก

1. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ครูตระหนักในหลักสูตรและการสอนของตนเอง
2. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้ครูเข้าใจเด็กที่สอนมากขึ้น
3. ครูทราบรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนมากขึ้น

ข้อจำกัด

  ต้องใช้เวลาในการเขียนบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งบางครั้งครู ไม่มีเวลาในการบันทึก

การใช้แบบทดสอบ

 การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ ( รูปภาพ ) มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา         แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา   แบบทดสอบประเมินด้านการสังคม แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ

1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ
2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ
3. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity ) ของแบบทดสอบ
4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
5. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้

ประเภทของแบบทดสอบ

แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น 2 แบบ

1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher – made )
2. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test )

ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้นๆ
2. ครูต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้ มีความเชื่อถือได้( Reliability ) และความเที่ยง ( Validity )
3. ครูต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องใช้เครื่องมืออื่นๆด้วย
4. ครูต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้
5. กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียว
6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอน และการตีความผลของการสอบ

การใช้แบบบันทึกการประเมินผลพัฒนาการ

การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

ข้อควรระมัดระวัง

ครูมีแนวโน้มที่จะเช็คพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลางๆ มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุด หรือสูงสุด

การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 สารนิทัศน์เป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูและร่องรอยผลงานของเด็ก จากการทำกิจกรรมที่สะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การจัดทำสารนิทัศน์จึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวัดและประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่

1.พอร์ตโฟลิโฮสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล

2.การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ

3.การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก

4.การสะท้อนตนเองของเด็ก

5.ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม

อ้างอิง

ครูเชียงราย. (2019). เทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็ก. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567

          จากเว็บไซต์ : https://shorturl.asia/gqvuw

สารนิทัศน์สำหรับเด็กปฐมวัย. (2015). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567

          จากเว็บไซต์ : https://shorturl.asia/xTHa7

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แบบประเมินการนำเสนอBLOG

 เข้าประเมินการนำเสนอBLOG ผ่าน QR CODE สรุปการประเมินการนำเสนอBLOG