ครั้งที่ 1 วันที่ 7 พฤศจิกายน 2567
ครั้งที่ 2 วันที่ 4 ธันวาคม 2567
ครั้งที่ 3 วันที่ 30 มกราคม 2567
1. ร่างกาย - สุขภาพอนามัย (การเจริญเติบโต ภาวะโภชนาการ สุขนิสัย)
ความรู้ที่ได้รับ : พัฒนาการ คือ
กระบวนการเปลี่ยนแปลงลักษณะและพฤติกรรมที่มีทิศทางและรูปแบบที่แน่นอน
จากช่วงระยะเวลาหนึ่งไปสู่ระยะหนึ่งผ่านกระบวนการเรียนรู้
จนสู่วุฒิภาวะซึ่งก็คือการบรรลุถึงขั้นการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่
ภาวะสุขภาพ องค์การอนามัยโลก ได้นิยามไว้ว่า สุขภาพ หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ สังคมและปัญญา ไม่ใช่แค่ปราศจากโรคหรือความพิการเท่านั้น
ภาวะสุขภาพของเด็กปฐมวัย
การส่งเสริมสุขภาพ
อาหาร :
เด็กจะต้องได้รับสารอาหารในปริมาณที่พอเพียงทั้งชนิดและปริมาณความต้องการของสารอาหารของเด็กแต่ละคนในช่วง3-6ปีนี้จะไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับอัตราการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคน
ระดับกิจกรรมที่ทำ และขนาดร่างกายของเด็ก เด็กวันนี้ควรที่จะกินอาหารหลัก 3 มื้อ โดยกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
และมีอาหารที่หลากหลาย
ออกกำลังกาย : การออกกำลังกายในวัย 3 - 5 ปี จะเป็นรากฐานสำคัญต่อชีวิตเด็กไปตลอด
จะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาระบบประสาท กระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง
ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่ อีกทั้งกระตุ้นการทำงานของสมอง
ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการความสามารถรอบด้านทั้งร่างกาย อารมณ์ - จิตใจ
สังคม และสติปัญญา
การดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน :
ให้เด็กเลิกดูดนมจากขวด และควรให้เด็กกินของหวานในปริมาณที่น้อย
เพื่อช่วยลดการเกิดฟันผุ รวมกับพาเด็กพบทันตแพทย์ทุก 6
เดือน เพื่อประเมินสุขภาพช่องปาก
วัคซีน
: วัคซีนสำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่ฉีดตั้งแต่แรกเกิด
ซึ่งผู้ปกครองสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมได้มีวัคซีนที่เด็กอนุบาลควรได้รับ
การป้องกันอุบัติเหตุอันตราย :
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเด็กอนุบาลพบได้บ่อย คือ การจมน้ำ
การพลัดตกจากเครื่องเล่น อุบัติเหตุจราจร จึงมีแนวทางป้องกันดังนี้
1. จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กให้ปลอดภัย ทั้งในบ้าน นอกบ้านและระหว่างเดิน
2. เฝ้าดูแล ปกป้องคุ้มครอง
3. สอนให้เด็กคิดเป็น
การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก :
การรวบรวมข้อมูลด้านการเจริญเติบโตของเด็กทำได้ทั้งจากการซักประวัติ และการประเมิน
การเจริญเติบโตของเด็ก
2. ร่างกาย - ทักษะกลไก การเคลื่อนไหว
การใช้กล้ามเนื้อใหญ่
ความรู้ที่ได้รับ : พัฒนาการทางด้านร่างกาย คือ การเจริญเติบโตทางด้านต่างๆของร่างกายและการพัฒนาทักษะทางกายภาพให้มีความสามารถในการเคลื่อนไหวรักษาสมดุลของร่างกายและการควบคุมการทรงตัวได้ดี
ประสานสัมพันธ์ของร่างกายให้ทำกิจกรรมได้คล่องแคล่ว
พัฒนาการด้านร่างกาย แบ่งออกได้ 2 ด้าน
คือ
1. พัฒนาการทางด้านปริมาณ ได้แก่
การเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย เช่น ส่วนสูง ตัวโตขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น
2. พัฒนาการทางด้านคุณภาพ ได้แก่
ความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ เช่น การนั่ง การยืน การเดิน การวิ่ง
และการกระโดด
การประเมินการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย :
1. น้ำหนัก
2. ความยาวหรือความสูง
3. การเพิ่มของไขมันใต้ผิวหนัง
4. การเพิ่มของเส้นรอบศีรษะ
5. การขึ้นของฟัน
6. การเจริญเติบโตของอวัยวะเพศ
ลักษณะการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่ต้องใช้ลำตัว
แขน ขา
มี 3ประเภท
1. การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ : ก้มตัว
การยืด การเหยียดตัว
2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ :
การเคลื่อนไหวที่มีระยะทางเกิดขึ้นโดยเน้นที่เท้า มีพื้นฐาน เดิน วิ่ง กระโดด
3. การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ
(ทั้งเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่) ประกอบอุปกรณ์ เช่น ลูกบอลห่วงยาง บาร์เชือก
การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม
มี 2 แบบ
1.
การสังเกตอย่างเป็นทางการหรือการสังเกตอย่างมีระเบียบ
เป็นการสังเกตที่มีจุดหมายที่แน่นอนตามแผนที่วางไว้
2. การสังเกตอย่างไม่เป็นทางการ
เป็นวิธีที่ผู้ปกครองส่วนมากเฝ้าดูและสังเกตการเล่นของเด็ก
จดบันทึกโดยไม่มีการกำหนดพฤติกรรมที่ต้องการสังเกตล่วงหน้าและไม่สามารถคาดล่วงหน้าได้ว่าเด็กจะแสดงพฤติกรรมอย่างไร
3. ร่างกาย –
ทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสาทสัมพันธ์
ความรู้ที่ได้รับ : ความสำคัญของพัฒนาการทางด้านร่างกาย
(การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก)
กล้ามเนื้อมัดเล็กเป็นอวัยวะที่สำคัญหนึ่งในการประกอบกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่นการใส่ - ถอดกระดุม รูดชิป การแปรงฟัน ผูกเชือกรองเท้า งานศิลปะ รวมทั้งการขีดเขียน ถ้าเด็กใช้กล้ามเนื้อเล็กได้คล่องแคล่ว จะช่วยส่งเริมพัฒนาการด้านต่างๆ เช่น ด้านสติปัญญาให้ดีขึ้นเพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กมีส่วนทำให้เด็กได้ใช้มือสํารวจ สังเกต จากการสัมผัสจับต้องในทุก ๆกิจกรรม
พัฒนาการของความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
เบคเกอร์ (วิลาวัณย์ เผือกม่วง. 2536: 24; อ้างอิงจาก Baker. 1955: 192-195)
กล่าวว่าการให้เด็กได้มีโอกาสได้ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นกลางแจ้ง
วาดภาพและทำงานหัตถศึกษาจะช่วยให้เด็กมีการประสานงานของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดี
ลักษณะพัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก
การทำงานของกล้ามเนื้อเล็กตัวอย่างพฤติกรรมที่เป็นผลมาจากการทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อที่ต้องใช้ประสาทส่วนต่าง ๆ เช่น มือและตา ตาและหู ได้แก่
-ความสามารถในการใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนวที่กำหนด
-ลากเส้นระหว่างเส้นขนานลักษณะต่าง ๆ
-พับกระดาษ
-ระบายสีในขอบเขตที่กําหนดให้
-ใส่หมุดในช่องกระดานหมุด
-ร้อยลูกปัด
-รูดชิป ติดกระดุม เป็นต้น
หลักการประเมินกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย
นภเนตร ธรรมบวร (2544: 84-85)กล่าวถึง วิธีการประเมินผลพัฒนาการด้าน
การใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยสามารถทำได้หลายวิธีดังต่อไปนี้
1.การสังเกตโดยสังเกตทักษะด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กในขณะที่เด็กทำกิจกรรม ต่างๆ เช่น
การวาดภาพ การปั้น การตัดกระดาษ การร้อยลูกปัด การต่อไม้บล็อก
การต่อภาพตัวต่อการเททรายใส่ขวด เป็นต้น
2.การใช้แฟ้มผลงานเด็กโดยประเมินพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและประสาทสัมผัสของเด็กจากผลงานของเด็ก
เช่น การวาดรูประบายสี การวาดภาพตามแบบ การติดกระดุมการรูดซิป
การผูกเชือกรองเท้าการร้อยลูกปัด การใช้กรรไกรตัดตามแนวเส้นที่กำหนด เป็นต้น
3.
การสัมภาษณ์ผู้ปกครองเกี่ยวกับความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของเด็ก ที่บ้าน เช่น
การแต่งตัว การติดกระดุม การใส่และถอดรองเท้า การใช้ช้อนส้อมในการรับประทานอาหาร
4.การใช้แบบทดสอบชนิดต่างๆซึ่งมีทั้งแบบที่สร้างขึ้นเองและแบบทดสอบมาตรฐานแบบทดสอบที่ใช้ประเมินพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและประสาทสัมผัส ส่วนมากจะเป็นแบบทดสอบที่ให้เด็กลากเส้นชนิดต่าง ๆหรือ
วาดรูปตามแบบ
เทคนิคและวิธีการประเมินพัฒนาการด้านร่างกายกล้ามเนื้อมัดเล็ก
การวัดผลและประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
สามารถใช้วิธีการต่างๆ ได้หลายรูปแบบ
การรวบรวมข้อมูลขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของข้อมูลที่ต้องการวิรีการที่เหมาะสมและนิยมใช้ในการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัยแนวใหม่
มีด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้
1. การสังเกต (Ovservation) การสังเกตจึงเป็นวิธีการที่ครูส่วนใหญ่ใช้ในการวัดและ
ประเมินผล
ตามสภาพจริงที่เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการด้วยการ
เฝ้าดูพฤติกรรมที่แสดงออกตามธรรมชาติโดย ไม่รู้ตัว
แล้วจัดบันทึกพฤติกรรมที่สังเกตได้ลงในแบบฟอร์ม
2. การสังเกตโดยอ้อม (Indirect
obscrvation)
เป็นการสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้ฝ้าสังเกตดูพฤติกรรมต่างๆด้วยตนเองแต่อาศัยการถ่ายทอดจากผู้อื่นเล่าพฤติกรรมของผู้ถูกสังเกตให้ผู้สังเกตฟัง หรือ
อาศัยข้อมูลจากเครื่องมือต่างๆ
3. แบบบันทึก (Aneedotal records) แบบบันทึก เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ในการบันทึกพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น บันทึกการพัฒนาของเด็ก บันทึกการเจริญเติบโตของเด็ก เป็นต้น
4. การใช้แบบทดสอบ (Test) แบบทดสอบในระดับอนุบาลแบ่งออกได้เป็น
2 ประเภท คือ
1.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher -made)
2.แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized
test)
5. การใช้แบบประเมินพัฒนาการ
หรือแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) แบบตรวจสอบ
รายการเป็นชุดของข้อความที่แสดงรายการ หรือพฤติกรรมของเด็ก
เพื่อให้ครูทำการตรวจสอบหรือสํารวจดูว่าราชการหรือพฤติกรรมที่ต้องการสำรวงมีอยู่หรือไม่
แบบตรวจสอบรายการ
6. แฟ้มสะสมงาน (Portfolio)แฟ้มสะสมงาน คือ การรวบรวมผลงานของเด็กปฐมวัยอย่างมีจุดมุ่งหมาย แสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความก้าวหน้า ทักษะและพัฒนาการ ดลอดจนความสำเร็จของเด็กในค้านใดค้านหนึ่งหรือหลายๆด้าน
7.การสัมภาษณ์(interview)เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนอาจเกิดขึ้นระหว่างครูเด็กครูผู้ปกครอง
จะได้ผลดีถ้ามีความคุ้นเคยกัน มีประ โยชน์ในการทําความเข้าใจเด็กแบ่งเป็น 3
ประเภทคือ
1.การสัมภาษณ์แบบมี โครงสร้าง
2.การสัมภาษณ์แบบไม่มีไครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ
3.การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง
8. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes) เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงจดบันทึกหรือบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต
4. อารมณ์ - จิตใจ : ลักษณะของอารมณ์
พื้นอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรม(ต่อตนเองและผู้อื่น)
ความรู้ที่ได้รับ
: ความสำคัญพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจของเด็กปฐมวัย คือ
เด็กวัยอนุบาลจะเก็บสะสมข้อมูลที่ได้รับผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 อยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น หากเด็กได้รับการเลี้ยงดูแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจดี เด็กจะยอมรับนับถือตนเองได้รับการยอมรับจากผู้อื่น
และเด็กก็จะมีความสุขตามมาเมื่อเด็กมีความสุขเด็กจะมีกำลังใจมีแรงจูงใจใน
การทำงานตามที่มุ่งหวังและสามารถทนต่อความขัดแย้งได้ดีทำให้ประสบความสำเร็จ
ถ้าเด็กไม่สามารถทำได้ตามขั้นตอนพัฒนาการเด็กจะรู้สึกเป็นปมด้อยและจะทำงานในขั้นตอนพัฒนาการที่สูงขึ้นได้ยาก
หลักการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ ของเด็กปฐมวัย :
การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3- 6ปี เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ -
จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง
ให้นำข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กมาพิจารณาปรับปรุงวางแผนการจัดกิจกรรมและส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง
การประเมินพัฒนาการควรยึดหลักดังนี้
1.วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบโดยเริ่มต้นจากการศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
กำหนดวัตถุประสงค์ วิธีการและเครื่องมือการประเมินและเก็บรวบรวมข้อมูลแปลผลต่อไป
2.ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้านซึ่งต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐาน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้
และสภาพที่พึงประสงค์แต่ละวัยที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา
3.ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
4.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่หลากหลาย
5.สรุปผลการประเมินจัดทำข้อมูลและนำผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็กเป็นรายบุคคลและใช้เป็นข้อมูลสื่อสารกับผู้ปกครองในการเสริมศักยภาพเด็กเป็นรายบุคคล
ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการ :
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ได้กำหนดเป้าหมายคุณภาพของเด็กปฐมวัยเป็นมาตรฐาน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ซึ่งถือเป็นคุณภาพลักษณะที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเด็กเมื่อจบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยคุณลักษณะที่ระบไว้ในมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กทุกคนดังนั้นสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ
มาตรฐานที่พึงประสงค์กำหนดถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวัยเด็กทุกคนสามารถพัฒนาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมได้ขอบเขตของการประเมินพัฒนาการประกอบด้วย
1. สิ่งที่จะประเมิน พัฒนาการด้านอารมณ์
จิตใจ ประกอบด้วย 1 มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่
3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข
มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม
2.
วิธีและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินด้านอารมณ์จิตใจ
ขั้นตอน การประเมินพัฒนาการ
- ศึกษาและทำ
ความเข้าใจพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงอายทุกด้าน
-
วางแผนเลือกใช้วิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับใช้บันทึกและประเมิน พัฒนาการ
- ดำเนินการประเมินและบันทึกพัฒนาการ
หลังจากที่ได้วางแผนและเลือกเครื่องมือที่จะใช้ประเมินและบันทึกพัฒนาการแล้วจะต้องอ่านคู่มือหรือคำอธิบายวิธีการใช้เครื่องมือนั้นๆอย่างละเอียดแล้วจึงดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
- ประเมินและสรุป
- รายงานผล
- การให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการประเมิน
3. เกณฑ์การประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์
1. การวางแผนการสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างเป็นระบบ
2. ในกรณีที่ห้องเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก
ผู้สอนอาจเลือกสังเกตเฉพาะเด็กที่ทำได้ดีแล้วและเด็กที่ยังทำไม่ได้ส่วนเด็กปานกลางให้ถือว่าทำ ได้ไปตามกิจกรรม
3. ความสัมพันธ์ถ้าการทำงาน/ปฏิบัตินั้นๆมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องไม่ราบรื่น ท่าทางมือและเท้าไม่สัมพันธ์กันแสดงว่าเด็กยังไม่ชำนาญหรือยังไม่พร้อมท่าที่
แสดงออกจึงไม่สง่างาม
4. ความภูมิใจ ถ้าเด็กยังไม่ชื่นชมก็จะทำงานเพียงให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็วไม่มี ความภูมิใจในการทำงานผลงานจึงไม่ประณีต
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
1. การสังเกต
การสังเกตเป็นเครื่องมือวัดผลชนิดหนึ่งที่นิยมใช้มากเพื่อรวบรวม
ข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนแล้วจึงบันทึกผลการสังเกตลงในแบบบันทึกข้อมูลในการ
เรียนการสอน สิ่งที่ครูจะสังเกตนักเรียน
2. การสัมภาษณ์
ด้วยวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดและวิตกกังวลผู้สอนควรใช้คำถามที่เหมาะสมเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทำให้ผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญาของเด็กแต่ละคนและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดย บันทึก
ข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์
5. สังคม : การเรียนรู้ทางสังคม / ทักษะทางสังคม / พฤติกรรม / ความสามารถทางสังคม ฯลฯ
ความรู้ที่ได้รับ
:
การเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ความหมายของการเรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัยคือ การเรียนรู้ทางสังคม Social Learning
หมายถึง การเรียนรู้เงื่อนไขต่างๆในสังคม การเรียนรู้นี้ทำให้คนมีความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมต่างๆ ตามที่สังคมนั้นๆมีอยู่
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคม
การพัฒนาสัมพันธภาพทางสังคมของเด็กปฐมวัย
เป็นวัยที่เด็กมีการปรับตัวเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับผู้อื่นได้ตาม ลำดับขั้นตอนของวัยและช่วงอายุ
เด็กสามารถแสดงพฤติกรรมความรู้สึกที่เหมาะสมในสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันสามารถเล่นทำงานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
พัฒนาการด้านสังคม
พัฒนาการทางสังคมช่วยให้คนเราได้เรียนรู้
เข้าใจตนเองและผู้อื่น เพื่อการปรับตัว
และสร้างสังคมที่จะอยู่ร่วมกันการเรียนรู้นี้เป็นกระบวนการปรับตัวทางสังคม
จากการที่ทารกได้สัมผัสใกล้ชิดแม่และคนในครอบครัว
ทารกจึงพัฒนาไปสู่การรู้จักเพื่อนและคนอื่นได้ใช้ภาษา ได้เล่น ได้แสดงความรู้สึก
ได้เรียนรู้ข้อตกลง กฎเกณฑ์ต่างๆของสังคมตามวัยแต่ละช่วงอายุ
พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยแรกเกิดถึง 1 ปี
ด้านสังคม
เด็กจะเริ่มหันหน้าเมื่อมีคนเรียกชื่อ ยิ้มให้คนอื่น เลียนแบบกิริยา ท่าทางของคน
แสดงออกถึงการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น ติดแม่
เข้าใจท่าทางและสีหน้าของคนอื่น กลัวคนแปลกหน้า
พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 2 ปี
ด้านสังคม เล่นร่วมกับผู้อื่น
แต่ยังคงต่างคนต่างเล่นอยู่
เริ่มที่จะเล่นเป็นกลุ่มกับเด็กอื่นให้ความสนใจตนเองหรือยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง
พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 3 ปี
ด้านสังคม การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นยังไม่แน่นอนแล้วแต่อารมณ์ของเด็ก
เด็กวัยนี้เป็นวัยที่ชอบเล่นคนเดียว รู้จักการรอคอย เริ่มปฏิบัติตามกฎกติกาง่าย ๆ
รู้จักทำ งานที่ได้รับมอบหมาย
พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 4 ปี
ด้านสังคม เริ่มเล่นร่วมกับผู้อื่นได้
แต่มักจะเป็นเพศเดียวกันกับตนมากกว่า รู้จักการให้อภัย การขอโทษ
มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย รู้จักเก็บของเล่นมีมารยาทในการอยู่ร่วมกัน
พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยระหว่าง 5-6 ปี
ด้านสังคม เล่นกับเพื่อน
โดยไม่เลือกเพศและสามารถฝึกกติกาง่ายๆในการเล่นได้ สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำ
วันได้ เล่นหรือทำ งานโดยมีจุดหมายเดียวกัน
ความสำคัญของทักษะทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ทักษะทางสังคมมีความสำคัญในการช่วยพัฒนาตัวบุคคล
สังคม เพราะสังคมเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด
จึงมีความสำคัญทั้งต่อตัวบุคคลและส่วนรวม
พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย
พฤติกรรมทางสังคม หมายถึง
พฤติกรรมของบุคคลที่แสดงต่อกันในสังคม
โดยพฤติกรรมของบุคคลหนึ่งสามารถส่งผลต่อความคิด ความรู้สึก
รวมถึงพฤติกรรมของอีกบุคคลหนึ่งได้ เมื่อบุคคลนั้น ๆ
เกิดการปฏิสัมพันธ์กันทั้งโดยตรงและโด
รูปแบบพฤติกรรม หมายถึง
พฤติกรรมที่เมื่อเด็กทำ
ไปแล้วสร้างความพอใจเป็นที่นิยมชมชอบต่อตนเองและผู้อื่นด้วยพฤติกรรมลักษณะพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย
หมายถึง ที่เด็กแสดงออกนั้นเป็นการแสดงความรู้สึก เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงความ
ต้องการของตนเอง ทั้งการทำ
กิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มการช่วยเหลือและการแบ่งปัน
เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
1. สังเกตพฤติกรรมเด็ก (OBSERVATION)
2. การสัมภาษณ์ (INTERVIEW)
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (ANECDOTES)
4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ / แบบสำ
รวจรายการ(CHECKLISTS)
5. การเขียนบันทึก (JOURNAL)
6. การทำสังคมมิติ (SOCIOGRAM)
7. การใช้แบบทดสอบ (TEST) แบบทดสอบ แบบทดสอบหรือแบบสอบ (TEST)
6. สังคม : การเล่น (ลักษณะการเล่น ระดับขั้นของการเล่น)
ความรู้ที่ได้รับ : ทฤษฎีการเล่น : การเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสที่จะอธิบายหรีอแสดงออกถึงจุดมุ่งหมาย
และความต้องการของตนเอง
ได้เรียนรู้รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่นเรียนรู้สิ่งแวดล้อมเรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้อื่นช่วยสร้างความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกับผู้อื่นและธรรมชาติรอบตัวเป็นการแสดงออกของพฤติกรรมการเรียนรู้
ครูจึงไม่ควรมองข้ามการเล่นของเด็กและสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนได้
ทฤษฎีเกี่ยวกับการเล่น แบ่งออกเป็น 2 ทฤษฎี คือ
1. ทฤษฎีคลาสสิก (Classic
Theories) เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงสาเหตุและ จุดประสงค์ของการเล่น
เป็นทฤษฎีใหญ่ที่ประกอบด้วยทฤษฎีย่อย ๆ ดังต่อไปนี้
1.1 ทฤษฎีพลังหรีอส่วนเกิน (Surplus
Energy Theory)
1.2 ทฤษฎีนันทนาการหรีอการผ่อนคลาย (Recreation
Relaxation Theory)
1.3 ทฤษฎีสัญชาตญาณ (Instinet
Theory)
1.4 ทฤษฎีกระทำชำ (Recapitulation
Theory)
2. ทฤษฎีโมเดิร์น (Modern
Theory) ประกอบด้วยทฤษฎีย่อยๆ คือ
2.1 ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของ Freud
และ Erikson
ทฤษฎีการเล่นของไวก๊อตสกี (Vygotsky)
ไวก๊อตสกีนักจิตวิทยาชาวรัสเซียเป็นผู้กำหนดทฤษฎีวัฒนธรรมทางสังคมที่อธิบายถึงการเรียนรู้ของเด็กที่ผ่านการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้ใหญ่ทำให้ได้รับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและสังคมโดยเฉพาะทางภาษาส่งผลต่อความฉลาดทางภาษาและสติปัญญาของเด็กทั้งนี้ในทฤษฎีอธิบายถึงอิทธิพลด้านการเป็นต้นแบบของผู้ใหญ่ทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม
นักจิตวิทยาพัฒนาการได้แบ่งพัฒนาการทางสังคมผ่านการเล่น
4
แบบ ดังนี้
1. การเล่นคนเดียว: เป็นการเล่นขั้นแรกของเด็กตั้งแต่แรกเกิด - 2 ปี ซึ่งการเล่นของเด็กวัยนี้เป็นการเล่นเพื่อทำความรู้จักและหาประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อม รอบๆตัว
2. การเล่นคู่ขนาน (Parallel
Play) : พบในเด็กอายุประมาณ 3 ปี
เป็นช่วงที่เด็กเริ่มสังเกตและสนใจคนอื่นเล่น
3. การเล่นกับเพื่อน (Associative
Play) : เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม พบเมื่ออายุประมาณ 4
ปี ซึ่งเด็กจะมีพัฒนาการทางสังคม เพิ่มขึ้น
4. การเล่นรวมกันเป็นกลุ่ม (Cooperative
Play) : พบกันเล่นแบบนี่ในเด็กอายุตั้งแต่ 5
ปีขึ้นไป เพราะเด็กวัยนี่ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ กติกา
รู้จักการแพ้ชนะการใช้เหตุผล และการแก้ปัญหา
เทคนิคที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสังคม
1. บันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็ก
2. การสัมภาษณ์ (Interview)
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)
4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ /
แบบสำรวจรายการ (Checklists)
5. การเขียนบันทึก (Journal)
6. การทำสังคมมิติ (Sociogram)
7. การใช้แบบทดสอบ (Test)
7.ปัญญา : ทักษะการคิด และการคิดแบบต่างๆ
ความรู้ที่ได้รับ : ทักษะการคิดสำหรับเด็กปฐมวัย : การคิดสำหรับเด็กปฐมวัยจะใช้คําถามเพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดในขณะทำกิจกรรม
หรือการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของการส่งเสริมให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ สังเกต และเปรียบเทียบโดยคุณภาพของคําถามที่ถามได้ถูกวิธีถูกเวลา
ขณะที่เด็กกําลังให้ความสนใจและเรียนรู้ในกิจกรรมที่เคยเตรียมไว้นั้นมีผลต่อกระบวนการคิดหาคําตอบของเด็กว่า
สามารถพัฒนาการคิดได้มากน้อยเพียงใด
ทักษะการคิดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1) ทักษะการคิดพื้นฐาน ประกอบด้วยทักษะการสื่อความหมายและทักษะการคิดที่เป็นแกน
2)ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ชับซ้อนแต่ในที่นี้จะมุ่งกล่าวถึงรายละเอียดทักษะการคิดพื้นฐานซึ่ง เป็นทักษะย่อย ๆ ที่ต้องการพัฒนาการคิดระดับต่ำ โดยเน้นการใช้คําถามที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน
ลักษณะการคิด คือ
รูปแบบของการคิดที่ประกอบด้วยทักษะการคิดหลาย ๆ ทักษะ
ลักษณะการคิดแต่ละลักษณะประกอบด้วย ทักษะการคิดที่แตกต่างกันทำให้จุดมุ่งหมายของการคิดแตกต่างกันไป ลักษณะการคิดได้แก่
1. การคิดคล่องและหลากหลาย การคิดจำนวนมาก
รวดเร็ว ตรงประเด็น และมีความหลากหลาย
2. การคิดวิเคราะห์และคิดผสมผสาน
การคิดวิเคราะห์เป็นการแบ่งหรือแยกแยะสิ่งที่น่าสนใจหรือสิ่งที่ต้องการศึกษาออกเป็นส่วนย่อย
ๆแล้วทำการศึกษาส่วนย่อย ๆ นั้นอย่างลึกซึ้ง
การคิดผสมผสาน
เป็นการรวมความรู้ย่อยเพื่อนําไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบใหม่ได้มากขึ้น
3. การคิดริเริ่ม เป็นการนําความรู้เดิมมาดัดแปลงให้เป็น
ความคิดใหม่ซึ่งไม่ซ้ำกับใคร
4. การคิดละเอียดชัดเจน เป็นการคิดที่ให้ผลของการคิดที่มีรายละเอียดทั้งส่วนที่เป็นหลักของเรื่องที่คิดและส่วนที่เป็นองค์ประกอบย่อยของหลักที่คิดรวมถึงการคิดที่ชัดเจนโดยสามารถอธิบายบอกขั้นตอนการปฏิบัติได้
5. การคิดอย่างมีเหตุผล
เป็นการคิดที่อ้างอิงหลักฐานมาสนับสนุนเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ถูกต้อง
6. การคิดกว้างและรอบคอบ
เป็นการคิดที่ครอบคลุมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คิดในทุกด้านทุกแง่ทุกมุมที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น
8. การคิดลึกซึ้ง
เป็นการคิดที่ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องและลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องที่คิดโดย
สามารถเข้าใจสภาพต่างๆที่ซับซ้อนทั้งในภาพรวมและส่วนประกอบย่อยของเรื่องที่คิดได้
9. การคิดดีคิดถูกทาง
เป็นการคิดที่ตรงจุดมุ่งหมายคิดในแง่ที่ดีที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองต่อส่วนรวมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
เทคนิควิธีในการประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้านสติปัญญา
1.
การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)
2.
การสัมภาษณ์ (Interview)
3.
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)
4.
แฟ้มสะสมผลงาน
5.
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ /
แบบสํารวจรายการ (Checklists)
6.
การเขียนบันทึก (Journal)
7.
สังคมมิติ
8.
การใช้แบบทดสอบ (Test)
8.ปัญญา : ความคิดสร้างสรรค์
ความรู้ที่ได้รับ
: ลักษณะพฤติกรรมทางด้านความคิดสร้างสรรค์
(1) มีความอยากรู้อยากเห็น
และสนใจสิ่งใหม่ๆ
(2) ชอบซักถามสํารวจ ทดลอง
(3) กล้าเสี่ยง
(4) กล้าแสดงออก
(5) มีความคิดริเริ่ม
(6) ไม่ชอบคล้อยตามผู้อื่นนอย่างง่าย ๆ
(7) กล้าและศรัทธาที่จะเผชิญกับสิ่งใหม่ๆ
(8) มีความคิดยืดหยุ่นทั้งความคิดและการกระทำสามารถคิดดัดแปลงแก้ไขวิธีการและทำงานได้อย่างเหมาะสม
(9) ทำงานเพื่อความสุขของตนเองมิได้หวังผลตอบแทนหรือการยกย่องจากคนอื่น
ความคิดสร้างสรรค์ต้องมีองค์ประกอบ
อย่างน้อย 8 องค์ประกอบ
1. ความคิดริเริ่ม (Originality)
2. ความคิดคล่องแคล่ว (Fluency)
3. ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)
4. ความคิดละเอียดลออ (Elaboration)
5. ความไวต่อปัญหา (Sensitivity of
Problem)
6. ความสามารถในการใช้ค านิยามใหม่ (Redefinition)
7. ความซึมซาบ (Penetration)
8. ความสามารถในการทํานาย (Prediction)
Jellen and Urban
กระบวนการของความคิดสร้างสรรค์เป็นวิธีการคิดอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายเมื่อบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์เริ่มจากการค้นพบปัญหาพร้อมทั้งมีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น
การตั้งสมมติฐานและผลที่ได้รับคือคําตอบ ค้นพบสิ่งใหม่ๆและจะนําไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่ผ่านกระบวนการของความคิดสร้างสรรค์ซึ่งจะเป็นผลงานต่าง ๆ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ พร้อมทั้งมีการปรับปรุง
สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา :
ความคิดสร้างสรรค์
1. การสังเกตและจดบันทึก
2. การสัมภาษณ์พูดคุยสนทนากับเด็ก
3. การถามคําถามวิธีการถามคําถามเด็กมีหลายวิธีด้วยกัน ทั้งการใช้คําถาม ทางตรงและทางอ้อม
4. การใช้แบบทดสอบ
5. การดูจากผลงานเด็กผลงานที่หลากหลายจะบ่งบอกถึงพัฒนาการหลายๆ ด้านของเด็กโดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เช่น ในการวาดภาพของเด็ก
9. ปัญญา : ทักษะทางภาษา (ฟัง พูด อ่าน เขียน) =
การเรียนรู้หนังสือขั้นต้น
ความรู้ที่ได้รับ : ความสำคัญของภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย : ภาษามีความสำคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการเรียนรู้เป็นพฤติกรรมชนิดหนึ่งช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมเกิดความอบอุ่นเด็กมีแนวคิดตลอดจนความรู้สึกต่าง ๆ ที่อยู่รอบข้างเด็กสามารถสร้างจินตนาการในสมองซึ่งก่อให้เกิดการทดลองขึ้น
ภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย
1. การฟัง
(1)
ด้านความสามารถในการได้ยินและจับใจความซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์และภูมิหลังของเด็ก
(2) ด้านความตั้งใจฟัง
เกิดขึ้นเมื่อมีแรงจูงใจ มีเหตุผลที่ดีหรือมีประโยชน์ต่อเด็ก
(3) ด้านนิสัยในการฟัง
เป็นพฤติกรรมตอบสนองต่อสถานการณ์ในการฟังนิสัยที่ดีในการฟัง
2. การพูด
เป็นสิ่งสำคัญในการสื่อสารกับผู้อื่นสาระที่เด็กควรเรียนรู้เพื่อให้สามารถสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีความหมายและตรงตามความต้องการของเด็ก
ได้แก่
(1) คําศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเด็ก หรือคํา
ศัพท์เกี่ยวกับเรื่องราวที่เด็กสนใจ
(2) การเรียงลำดับคํา ต่าง ๆ
เพื่อใช้ในการสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจ
(3) การใช้คําพูดที่เป็นที่ยอมรับและ/หรือคํา พูดที่สุภาพ
(4) การใช้คําพูดให้เหมาะสมกับบุคคลที่ต้องการสื่อสารด้วย
(5) ความมั่นใจในการพูดกับผู้อื่น
(6)
การยอมรับความคิดที่ผู้อื่นแสดงออกด้วยการพูด
(7) ความสนใจที่มีต่อคํา ใหม่ ๆ
สาระเหล่านี้ช่วยให้เด็กสามารถมากขึ้น
3. การอ่าน
(1) ความรู้เกี่ยวกับการใช้หนังสือ
(2) ความรู้เกี่ยวกับตัวอักษร
(3) ความรู้เกี่ยวกับเครื่องหมายวรรคตอน
(4) ความรู้เกี่ยวกับการใช้สิ่งชี้แนะ
ในการคาดคะเนและตรวจสอบการคาคคะเน
4. การเขียน
(1) การสร้างสัญลักษณ์ภาษาเขียน
(2) ทิศทางการเขียน
(3)
วิธีถ่ายทอดความหมายของสัญลักษณ์ภาษาเขียน
(4) ความซับซ้อนของความหมาย
การประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย
1.
สร้างเครื่องมือการประเมินที่เหมาะสมกบธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษาของเด็ก
2.
กำหนดเครื่องมือในการประเมินที่หลากหลายการประเมินพัฒนาการทางภาษาของเด็กปฐมวัย
3. บูรณาการการสอนกับการประเมิน
4.
เน้นที่ความก้าวหน้าของเด็กในการประเมินพัฒนาการทางภาษา
5.
ให้ความสนใจทั้งกระบวนการและผลผลิตขณะที่เด็กร่วมกิจกรรมทางภาษาครูควรให้ความสนใจกับกระบวนการในการใช้ภาษาของเด็ก
6. ประเมินจากบริบทที่หลากหลาย
7. ประเมินเด็กเป็นรายบุคคล
8. ให้เด็กมีโอกาสประเมินตนเอง
9.
การจัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลกับการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล
วิธีการและเครื่องมือการประเมินภาษาและการรู้หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย
1.
เก็บรวบรวมข้อมูลควบคู่กับการจัดประสบการณ์โดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กวัยมีดังนี้
- การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมหรือคํา
พูดของเด็กครูควรใช้เวลาในการสังเกตและเฝ้าดูเด็กเพื่อให้ทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่นความต้องการความสนใจและต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด
10. ปัญญา : ทักษะพื้นฐานความสามารถด้านคณิตศาสตร์
ความรู้ที่ได้รับ
:
ความสำคัญของความพร้อมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ : คณิตศาสตร์มีความสำคัญคณิตศาสตร์มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของทุกคน
ดังนั้นเด็กปฐมวัยจึงควรได้รับการส่งเสริมและเรียนรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์
จากประสบการณ์ชีวิตประจำวันที่เรียนจากสิ่งง่ายไปหาสิ่งยากจากรูปธรรมไปสู่นามธรรมเพื่อเด็กปฐมวัยจะได้สามารถเรียนรู้ได้ถูกต้องและแม่นยําในการคิดคํานวณ
และสัญลักษณ์ตัวเลขต่างๆ
1. มีความพร้อมที่จะเรียนคณิตศาสตร์เบื้องต้น
ได้แก่ รู้จักการสังเกตการณ์เปรียบเทียบ การแยกหมู่ การรวม หมู่
การเพิ่มขึ้นและการลดลง
2. ขยายประสบการณ์เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ให้สอดคล้อง
โดยลำดับจากง่ายไปหายาก
3. ให้เข้าใจความหมายและใช้คําพูดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ได้ถูกต้อง
เช่น เด็กจะต้องเข้าใจ ความหมายของ สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น จำนวนสาม หมายถึง ส้มสามผล
4. ฝึกทักษะเบื้องต้นการคิดคํานวณ
5. ให้สัมพันธ์กับกิจกรรมศิลปะภาษาและสามารถนํา
ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
ทฤษฎีการสอนคณิตศาสตร์ของเพียเจท์คือทฤษฎีการใช้ประสาทสัมผัสเด็กปฐมวัย เรียนรู้การนับโดยผ่านระบบสัมผัส เช่น
การหยิบ การจับ การถือ การสัมผัส ปริมาณหรือขนาดของจำนวนใดจำนวนหนึ่งเด็กจะซึมซับจำนวนโดยการนับได้เห็นปริมาณหรือขนาดของจำนวนแต่ละจำนวนมีความแตกต่างกันคือหนึ่งไม่เท่ากับสองและสองไม่เท่ากับสามเป็นการเรียนรู้จากรูปธรรมไปสู่นามธรรมซึ่งช่วยให้เด็กปฐมวัยเกิดความเข้าใจความคิดรวบยอดในเรื่องระบบจำนวนได้อย่างง่ายดาย
เทคนิควิธีการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
1. การสังเกตพฤติกรรม
1. แบบบันทึกพฤติกรรม
2. แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม
3.แบบบันทึกรายวัน
4.แบบประเมินผลพัฒนาการ
2. การสัมภาษณ์
ประเภทของการสัมภาษณ์
1.การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ(Unstructuredหรือ Informal Interviews)
2. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured
Interviews)
3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก
4. แฟ้มสะสมผลงานเด็ก
5. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ
6. การเขียนบันทึก
7. การใช้แบบทดสอบ
12. ปัญญา : พหุปัญญา
ความรู้ที่ได้รับ : พหุปัญญา หมายถึง ความสามารถทางปัญญาของคนทีแสดงออกมาในรูปแบบต่างๆที่จะค้นหาแก้ปญหาและสร้างผลผลิตทีมีคุณค่าเป็นที่ในรูปแบบต่างๆที่จะค้นหาแก้ปัญหาและสร้างผลผลิตที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับของสังคม
ศาสตราจารย์โฮวาร์ด
การ์ดเนอร์ (Howard
Gardner) นักจิตวิทยา สติปัญญาของมนุษย์มีหลายด้านทีมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
ขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านไหนด้านทีมีความสำคัญเท่าเทียมกันขึ้นอยู่กับว่าใครจะโดดเด่นในด้านไหนบ้างแล้วแต่ละด้านผสมผสานกัน
แสดออกมาเป็นความสามารถในเรื่องใด เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคนไป
ประเภทของพหุปญญา
มี 9 ด้าน
1.ปัญญาด้านภาษา
(Linguistic
Intelligence)
2.ปัญญาด้านตรรกะ-คณิตศาสตร์
(Logical-Mathematical
Intelligence)
3.ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์
(Spatial
Intelligence)
4.ปัญญาด้านร่างกายและการเคลือนไหว
(Bodily
Kinesthetic Intelligence)
5.สติปัญญาด้านดนตรี
(Musical
Intelligence)
6.ปัญญาด้านความเข้าใจระหว่างบุคคล
(Interpersonal
Intelligence)
7.ปัญญาด้านตนเองหรือความเข้าใจตนเอง
(Intrapersonal
Intelligence)
8.ปัญญาด้านธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)
9.ปัญญาด้านอัตถภวนิยม
จิตนิยม หรือการดำรงคงอยู่ของชีวิต (Existential Intelligence)
เทคนิควิธีที่เหมาะสมในการประเมินพัฒนาการดานพหุปัญญา
1.
การสังเกตพฤติกรรมเด็ก
2.
การใชแบบทดสอบ (Test)
3.
แบบสํารวจรายการ (checklist)
4.
การเขียนบันทึก (Journal)